ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส
เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข มีการประดับประดาด้วยแสงสีไฟ
และกล่องของขวัญต่างๆ
ตามสถานที่ต่างๆ
เป็นเทศกาลที่ครอบครัวได้ใช้เวลารับประทานอาหารร่วมกันและซื้อของขวัญมอบ
ให้แก่กันและกัน เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลที่มีความหมายสำหรับชีวิต แม้ว่าในวันที่ 25 ธ.ค.
จะไม่ได้เป็นวันประสูติที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์
เป็นเพียงการจัดเทศกาลเพื่อรำลึกถึงการประสูติ
ซึ่งพวกคนโรมันที่กลับใจมาเชื่อในพระคริสต์ได้จัดขึ้นเพื่อทดแทนการไปบูชาสุริยเทพ
เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลที่ผู้คนจำนวนมากเปิดใจเรื่องพระเยซูคริสต์ ทำให้มีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐ
เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลที่ผู้คนจำนวนมากเปิดใจเรื่องพระเยซูคริสต์ ทำให้มีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐ
เรื่องพระคริสต์มาสมาตายไถ่บาปบนไม้กางเขน เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งการให้ของขวัญเพราะพระเยซูคริสต์เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่พระเจ้าประทานให้กับโลกนี้เพื่อให้ผู้คนได้รับชีวิตนิรันดร์(ยน.3:16)
ผู้ที่ได้รับของขวัญนี้ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์
ผู้ที่ได้รับของขวัญนี้ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์
จอห์น นิวตัน(John Newton) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งดำเนินชีวิตเป็นกัปตันเรือค้าทาส
แต่เมื่อเขาได้มารู้จักพระคุณ
ของพระเจ้า
ชีวิตของเขาได้เปลี่ยนไปในปี ค.ศ.1764 เขาได้รับใช้พระเจ้าในฐานะศิษยาภิบาลของคริสตจักรประจำชาติอังกฤษที่ได้รับการแต่งตั้ง เขามีชื่อเสียงในฐานะผู้ประพันธ์บทเพลงนมัสการพระเจ้าที่เป็นอมตะหลายเพลง
เพลงหนึ่งที่เราคุ้นเคยคือ“พระคุณพระเจ้า” (Amazing
Grace) หากปราศจากพระเจ้า จอห์น นิวตัน
ก็คงจบชีวิตลงแบบสิ้นหวังและอาจทิ้งชื่อของเขาไว้บนโลกนี้ ในฐานะกัปตันเรือค้าทาสผู้ไร้เมตตาธรรม
แต่เพราะมีพระเจ้า แม้เขาอาจมิได้มีเงินทองร่ำรวยมั่งคั่ง
เหมือนขณะที่เขาค้าทาส
แต่ชื่อเสียงของเขาที่ทิ้งไว้บนโลกนี้หลังจากที่เขาจากไปเมื่อปี 1807 นั้น ได้บันทึกถึงเรื่องราวแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีที่ได้รับเสียงสรรเสริญจากคริสเตียนและคนต่างๆ
ทั่วโลก พระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์สำหรับชีวิตของท่าน
ที่ท่านได้รับความรักของพระเยซูคริสต์
ชีวิตจึงเปลี่ยนไป
และท่านได้มอบความรักของพระองค์ออกไปสู่คนทั่วโลกผ่านบทเพลงและคำเทศนา เมื่อพูดถึงความรัก
หลายคนอาจจะนึกถึงเทศกาลวันวาเลนไทน์ แต่ในความจริงแล้ว ในเทศกาลคริสต์มาสก็เป็นเทศกาลแห่งความรัก
ที่เป็นความรักที่พระเจ้าไม่ได้เม้มเก็บเอาไว้
แต่พระองค์สำแดงความรักกับเรา
ทำให้เราได้ประจักษ์ในรักของพระองค์
1ยอห์น 4:9 -10
9 โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย คือพระเจ้าทรงใช้
1ยอห์น 4:9 -10
9 โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย คือพระเจ้าทรงใช้
พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก
เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร
10 ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตร
10 ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตร
ของพระองค์มา
ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา
พระวจนะตอนนี้กล่าวถึงความรักของพระเจ้าที่พระองค์ทรงสำแดงให้เราประจักษ์ชัดได้ผ่านการมาบังเกิด
เป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์
เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข และนำมาซึ่งการลบล้างความบาปผิดในชีวิตของเรา
ทำให้เราซาบซึ้งในพระคุณความรักของพระเจ้า
จากพระธรรมตอนนี้
เราสามารถประจักษ์ในความรักของพระคริสต์
คำว่า“ประจักษ์” นั้นให้ความหมายถึง การประกาศ การแสดงให้รู้ การปรากฏชัดแจ้ง
ความรักของพระเจ้าสำแดงออกโดยการที่พระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์และมาตายเพื่อไถ่บาปให้กับเรา
คำว่า“ประจักษ์” นั้นให้ความหมายถึง การประกาศ การแสดงให้รู้ การปรากฏชัดแจ้ง
ความรักของพระเจ้าสำแดงออกโดยการที่พระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์และมาตายเพื่อไถ่บาปให้กับเรา
หลายคนที่เป็นมนุษย์อยากจะเป็นพระเจ้า
แต่พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าที่ลงมาเป็นมนุษย์
เรื่องของพระเยซูคริสต์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องของความรักที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยความเข้าใจ
ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้ในด้านศาสนา
ศาสนาเป็นวีธีการที่จะพาคนไปหาพระเจ้า แต่พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าที่มาหามนุษย์ ศาสนาเป็นความรู้ แต่พระคริสต์เป็นความเข้าใจที่สัมผัสได้เมื่อเราเปิดใจ ความรู้คือประสบการณ์ของคนอื่นที่เราสามารถเรียนรู้ได้ แต่ความเข้าใจมากกว่าความรู้ เพราะความเข้าใจเป็นเรื่องของประสบการณ์ของเราที่เข้าใจเอง ไม่ใช่ความรู้จากหัวสมอง (Head)
แต่เป็นการสัมผัสด้วยหัวใจ ยอห์นได้เขียนอธิบายไว้ดังนี้ ใน ข้อที่ 9 ตอนปลายกล่าวว่า “...เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำเนินชีวิต
โดยพระบุตร” คือดำเนินชีวิตโดยเรียนรู้จากพระองค์ พึ่งพากำลังที่มาจากพระเจ้า ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างถูกต้อง
และเป็นคนใหม่ที่ชอบธรรมแล้ว
ผ่านความเชื่อในการหลั่งโลหิตของพระเยซูเพื่อไถ่บาปเรา
เราสามารถเรียนรู้จักและทำความเข้าใจความรักของพระคริสต์ได้ดังนี้
1.รักที่เสียสละ (ข้อ 9)
พระวจนะกล่าวว่า “โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย
1.รักที่เสียสละ (ข้อ 9)
พระวจนะกล่าวว่า “โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย
คือพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก
เพื่อเราทั้งหลาย
จะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร” พระวจนะกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็น “พระบุตรของพระเจ้า”
แท้จริงพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า
ทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิตและมีฤทธิ์อำนาจอยู่เหนือสรรพสิ่ง
แต่กลับมิได้ทรงถือว่าสภาพพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือ
(ฟป.2:6-7)
พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในสภาพของเนื้อหนัง
เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เราในการดำเนิน ชีวิตติดตามพระเจ้า รวมทั้งมอบชีวิตของพระองค์เองเป็นค่าไถ่บาปแก่เรา (มก.10:45) เพื่อคนที่วางใจในพระองค์จะได้รับชีวิตใหม่ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์มากยิ่งขึ้น
และฟื้นขึ้นจากความตายไปอยู่ร่วมกับพระองค์บนแผ่นดินสวรรค์
ดังที่พระวจนะในข้อ 9 ตอนปลายกล่าวว่า
“...เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร”ความรักของพระเยซูคริสต์จึงเป็นความรักที่เสียสละ
หากเราซาบซึ้งในความรักที่เสียสละของพระองค์
เราเองก็จะดำเนินชีวิตที่ยินดีเสียสละเพื่อเห็นแก่ผู้อื่น
นำคนกลับมาพบพระคุณความรักของพระเจ้า
เหมือนที่พระคริสต์ได้นำคนมากหลายกลับมาหาพระบิดา
2.รักที่ลบล้างความผิด (ข้อ 10)
พระวจนะกล่าวว่า “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา” แท้จริงมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และเพราะบาปของเราทั้งหลายเป็นเหตุให้เราสมควรรับการลงโทษ แต่เพราะความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระองค์จึงทรงประทานพระคริสต์ในสภาพของเนื้อหนังมาเพื่อรับการปรับโทษบาปแทนเราบนไม้กางเขน (รม.8:3) ความรักของพระเยซูคริสต์จึงเป็นการให้อภัย ที่ปราศจากเงื่อนไข โดยไม่ขึ้นอยู่กับความดีที่เราทำ แต่โดยพระคุณที่เราได้รับแม้เราไม่สมควรจะได้
2.รักที่ลบล้างความผิด (ข้อ 10)
พระวจนะกล่าวว่า “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา” แท้จริงมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และเพราะบาปของเราทั้งหลายเป็นเหตุให้เราสมควรรับการลงโทษ แต่เพราะความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระองค์จึงทรงประทานพระคริสต์ในสภาพของเนื้อหนังมาเพื่อรับการปรับโทษบาปแทนเราบนไม้กางเขน (รม.8:3) ความรักของพระเยซูคริสต์จึงเป็นการให้อภัย ที่ปราศจากเงื่อนไข โดยไม่ขึ้นอยู่กับความดีที่เราทำ แต่โดยพระคุณที่เราได้รับแม้เราไม่สมควรจะได้
ยน.3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
แรงจูงใจที่ดีเลิศ คือ พระเจ้าทรงรักโลก ของขวัญที่ดีเลิศ คือ พระเจ้าทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เงื่อนไขเดียวที่จำเป็น คือ การเชื่อวางใจในพระองค์ รางวัลแห่งการเชื่อวางใจนั้น คือ เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์
เทศกาลคริสต์จึงเป็นเทศกาลแห่งการให้ ที่เป็นความสุขของผู้ให้ ทำให้เกิดรอยยิ้มของผู้รับ
เพราะพระเยซูคริสต์สอนเราทั้งหลายไว้ว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ" กจ. 20:35 …ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"
แรงจูงใจที่ดีเลิศ คือ พระเจ้าทรงรักโลก ของขวัญที่ดีเลิศ คือ พระเจ้าทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เงื่อนไขเดียวที่จำเป็น คือ การเชื่อวางใจในพระองค์ รางวัลแห่งการเชื่อวางใจนั้น คือ เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์
เทศกาลคริสต์จึงเป็นเทศกาลแห่งการให้ ที่เป็นความสุขของผู้ให้ ทำให้เกิดรอยยิ้มของผู้รับ
เพราะพระเยซูคริสต์สอนเราทั้งหลายไว้ว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ" กจ. 20:35 …ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"
ความรักที่ลบล้างความผิดบาปได้
เมื่อเรากลับมาเชื่อวางใจและรับการอภัยจากพระเจ้าผ่านความเชื่อ
ในพระเยซูคริสต์
พระองค์ก็จะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น (1 ยน.1:9) และกลับมามีความสัมพันธ์
สนิทแนบแน่นกับพระองค์ทุกวันเรื่อยไป
คริสต์มาสจึงเป็นวันของเราทุกคน เพราะความรักของพระเจ้า
และความบาปของเราทุกคนเป็นเหตุให้พระเยซูเสด็จมาในโลกนี้
ขอบคุณสำหรับความรักของพระเจ้าที่ทำให้เราได้อยู่ในความรักอัศจรรย์ของพระองค์
ขอบคุณสำหรับความรักของพระเจ้าที่ทำให้เราได้อยู่ในความรักอัศจรรย์ของพระองค์
นี่แหละคือรักของพระเจ้าเป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไขและใหม่สดเสมอ
ตอบลบ